วิธีหาช่างรีโนเวทบ้านให้งบไม่บานปลาย พร้อมการเตรียมตัวก่อนรีโนเวท
การรีโนเวทบ้าน ต้องใช้งบประมาณมาก และระยะเวลาดำเนินงานนาน จึงต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ และรัดกุม รวมถึงหาช่างรีโนเวทบ้านที่ไว้ใจได้ เพื่อให้งานออกมามีคุณภาพ และงบไม่บานปลายจนเกินไป บทความนี้จะมาแนะนำข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ต้องการรีโนเวทบ้าน รวมถึงวิธีเลือกผู้รับเหมา ควรหาช่างจากที่ไหน และใช้เกณฑ์อะไรในการคัดเลือกผู้รับเหมาบ้าง ไปดูกันเลย

การรีโนเวทบ้าน คืออะไร
การรีโนเวทบ้านคือการปรับปรุง ซ่อมแซม หรือต่อเติม เพื่อให้บ้านที่มีสภาพทรุดโทรม หรือผ่านการใช้งานมานาน ดูสวยงาม และใช้งานต่อไปได้อีกหลายปี ซึ่งบางบ้านอาจจะแค่ปรับเปลี่ยนการตกแต่งภายใน หรือต่อเติมห้องเพิ่ม แต่บางบ้านที่อายุเกิน 30-40 ปี อาจต้องซ่อมแซมโครงสร้าง หรือระบบสาธารณูปโภคด้วย จึงต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และคำนวณค่าใช้จ่ายให้ดี ว่าคุ้มหรือไม่ที่จะรีโนเวท

ทำไมต้องหาช่างรีโนเวทบ้าน และสามารถทำเองได้หรือไม่
ช่างรีโนเวทเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สามารถให้คำแนะนำ ออกแบบ คอยตรวจเช็กทุกอย่างให้เรียบร้อย และเพื่อให้ถูกหลักการก่อสร้าง การหาช่างมารีโนเวทบ้านจึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และความปลอดภัยได้มากกว่า เพราะหากก่อสร้างผิดแบบ หรือบางจุดภายในบ้านเกิดการชำรุด โดยที่เจ้าของบ้านไม่รู้ และไม่ได้แก้ไข จะต้องเสียทั้งเงิน และเวลาซ่อมใหม่ นอกจากนี้ ช่างรีโนเวทบ้านก็มักจะรู้แหล่งซื้อวัสดุ หรือเฟอร์นิเจอร์ในราคาย่อมเยา ซึ่งจะช่วยประหยัดเงิน และยังได้ของที่ตรงตามความต้องการอีกด้วย

รวม 6 ขั้นตอนการเลือกช่างรีโนเวทให้งบไม่บานปลาย
สิ่งสำคัญก่อนจะเริ่มรีโนเวทบ้าน คือการหาช่างรีโนเวทบ้าน หรือผู้รับเหมาที่เชื่อถือได้ เพื่อมารับผิดชอบในการดำเนินงานปรับปรุงบ้านทั้งหมด ซึ่งมีขั้นตอนในการเลือกช่าง ดังนี้
1. กำหนดพื้นที่และวัตถุประสงค์ในการรีโนเวท
เป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้วางแผน และควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลายได้ อีกทั้งยังง่ายต่อการสื่อสารกับช่างให้เข้าใจ ก่อนรีโนเวทจึงควรทบทวนตัวเองว่ารีโนเวทเพื่ออะไร ซึ่งวัตถุประสงค์ของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน เช่น
ซ่อมแซมบ้าน ยืดอายุการใช้งาน
บ้านที่อยู่มานานย่อมเกิดการทรุดโทรม และมักมีปัญหาเรื่องโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ หากได้รับการซ่อมแซม จะยืดอายุบ้านให้ใช้งานได้อีกหลายปี และยังประหยัดกว่าซื้อบ้านใหม่อีกด้วย
เพิ่มพื้นที่การใช้สอย
เมื่อบ้านเดิมไม่ตอบโจทย์การใช้สอย ก็สามารถรีโนเวท และจัดสรรพื้นที่ใหม่ได้ แต่ควรตั้งโจทย์ให้ชัดว่าปรับปรุงเพื่ออะไร เช่น มีสมาชิกในครอบครัวเพิ่ม หรือต้องการรีโนเวทบ้านเป็นร้านค้า โฮมออฟฟิศ เป็นต้น
ปรับเปลี่ยนลักษณะบ้านตามเทรนด์ความสวยงาม
การรีโนเวทบ้านสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลากหลายตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย ซึ่งนอกจากจะช่วยให้บ้านดูสวยงามน่าอยู่ บรรยากาศที่ดียังทำให้สมาชิกในครอบครัวมีความสุขตามไปด้วย
ขายต่อ หรือปล่อยเช่า
หากนำบ้านเก่ามารีโนเวทให้สวยงาม ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดทรุดโทรมให้อยู่ในสภาพดี มีฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ จะสามารถขาย หรือปล่อยเช่าได้ราคาดี ยิ่งถ้าอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ก็จะยิ่งได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นด้วย
2. กำหนดงบประมาณในการจ้าง
ก่อนจ้างช่างรีโนเวทบ้าน ควรสำรวจงบประมาณของตัวเองเพื่อไม่ให้งบบานปลาย และเผื่อไว้อีก 10–30% สำหรับกรณีฉุกเฉิน หากมีงบจำกัด ควรเรียงลำดับความสำคัญว่าสิ่งใดจำเป็นต้องแก้ไขก่อน โดยค่าใช้จ่ายหลักๆ จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้
งบการออกแบบของสถาปนิก
สถาปนิกจะช่วยดูแลตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ วางแปลน ออกแบบ ประเมินค่าใช้จ่าย ฯลฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ และการให้บริการ โดยสถาปนิกบางรายคิดค่าใช้จ่ายแบบเหมารวม ทั้งค่าออกแบบ และค่าควบคุมงานก่อสร้าง แต่บางรายอาจคิดแบบแยกส่วน
งบการว่าจ้างช่างรีโนเวท
การจ้างช่างรีโนเวทบ้าน ควรมีการตกลงให้เรียบร้อยก่อนเริ่มงาน รวมถึงมีเอกสารสัญญาที่ระบุว่าค่าใช้จ่ายนั้นครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง โดยแบ่งจ่ายเป็นงวด เพื่อควบคุมมาตรฐาน และระยะเวลาในการทำงานให้เป็นไปตามกำหนด และเพื่อป้องกันปัญหาช่างทิ้งงานด้วย
3. มองหาช่างหรือผู้รับเหมาที่มีคุณภาพ
ก่อนมอบหมายงานใหญ่อย่างการรีโนเวทบ้านให้ใครรับผิดชอบ ก็ควรศึกษาข้อมูลให้ดี อย่าด่วนตัดสินใจ เพราะหากตกลงทำสัญญาจ่ายเงินไปแล้วเกิดปัญหา จะเรียกเงินคืนได้ยาก อาจต้องเปลี่ยนผู้รับเหมา หรือจ่ายค่าซ่อมเอง ทำให้งบบานปลายได้ จึงควรสอบถามรายละเอียด และนำมาเปรียบเทียบกันหลายๆ เจ้า โดยใช้เกณฑ์การคัดเลือกผู้รับเหมา ดังนี้
- ผู้รับเหมามีการจดทะเบียนธุรกิจชัดเจน หรือเป็นช่างที่มีคุณภาพ ด้วยมาตรฐาน TOA เพราะ WHO Service คัดเลือกมาให้แล้วว่าเป็นช่างที่เหมาะสมกับงาน มีประวัติดี มีคะแนนรีวิวจากผู้ใช้บริการช่วยเพิ่มความมั่นใจ
- มีทีมงานของตัวเอง และมีความพร้อมในการทำงาน
- มีผลงานการรีโนเวทบ้าน
- ราคาสมเหตุสมผล ไม่ถูก หรือแพงจนเกินไป
- มีขั้นตอนการรีโนเวทเป็นแบบแผนชัดเจน
4. เช็กประวัติและผลงานของช่าง
ช่างต้องมีความน่าเชื่อถือ ไม่มีประวัติเสียหาย หรือมีประวัติเคยทิ้งงาน บริษัทจดทะเบียนถูกต้อง มีที่ตั้งเป็นหลักแหล่ง ติดต่อได้ง่าย ควรอ่านรีวิวผลงาน หรือสอบถามจากผู้ที่เคยใช้บริการมาก่อน และเน้นการเลือกช่างที่มีผลงานใกล้เคียงกับแบบบ้านที่ต้องการ หรือหากต้องการทาสี ปูพื้น หรือวางระบบใหม่ ก็ควรหาช่างที่มีความถนัดเฉพาะทาง
5. เก็บข้อมูล สอบถามราคาวัสดุและค่าแรง
หากผู้รับเหมาให้ราคาให้ต่ำกว่าเจ้าอื่นมาก ต้องพิจารณาว่าราคานี้เป็นไปได้หรือไม่ รวมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง วัสดุที่ใช้เป็นอย่างไร หากไม่แน่ใจว่าราคาถูก หรือแพงเกินไป ให้เก็บข้อมูลหลายๆ เจ้ามาเปรียบเทียบ ทั้งค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าก่อสร้าง และหาความรู้เกี่ยวกับวัสดุ เช่น คุณสมบัติ คุณภาพ หรือราคาเตรียมเอาไว้ด้วย
6. ทำสัญญาว่าจ้างตามกฎหมาย
นอกจากวิธีเลือกผู้รับเหมาที่น่าเชื่อถือ การทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรก็เป็นหลักประกันว่าผู้รับเหมาจะรับผิดชอบงานจนสำเร็จลุล่วงตามข้อตกลง หากมีการผิดสัญญา ผู้ว่าจ้างสามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้ โดยในสัญญาจะต้องมีการระบุรายละเอียดต่างๆ ดังนี้
ชื่อของผู้ว่าจ้าง และผู้รับเหมา
ระบุชื่อของคู่สัญญา ทั้งผู้ว่าจ้าง และผู้รับเหมา เพื่อให้ทราบว่าใครมีบทบาทหน้าที่อะไรที่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาฉบับนี้บ้าง
วัน เดือน ปี ในการทำสัญญา
วัน เดือน ปีในการทำสัญญา บ่งบอกว่าสัญญาฉบับนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ และจะสิ้นสุดเมื่อไร ซึ่งจะเป็นการให้ผู้รับเหมาต้องส่งมอบงานให้ตรงเวลาเพื่อไม่ให้เสียค่าปรับนั่นเอง
กำหนดรอบการจ่ายค่าแรงเป็นงวด
การจ่ายเงินก้อนเดียว เสี่ยงที่ผู้รับเหมาจะทิ้งงานได้ จึงควรแบ่งจ่ายเป็นงวด โดยระบุให้ชัดเจนว่า ต้องจ่ายกี่งวด จ่ายตอนไหน จ่ายเท่าไร โดยให้ยึดจากปริมาณงาน ไม่ใช่ระยะเวลาในการทำงาน
ระบุสเปคพื้นที่ และวัสดุการรีโนเวท
กำหนดขอบเขตงาน ขนาดพื้นที่ รูปแบบ รวมถึงรายละเอียดของวัสดุ เช่น ยี่ห้อ เกรด แหล่งผลิต เพื่อป้องกันช่างรีโนเวทบ้านใช้วัสดุคุณภาพต่ำกว่าที่ตกลง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นผู้ว่าจ้างสามารถระงับการก่อสร้าง และให้ช่างแก้ไขได้
กำหนดระยะเวลาการรีโนเวท
ระบุระยะเวลาในการทำงาน และวันส่งมอบงานที่มีวันที่ เดือน ปี หากมีเหตุสุดวิสัย มีการแก้ไขเพิ่มเติมที่ทำให้ล่าช้าออกไป ผู้ว่าจ้าง และผู้รับเหมาอาจพูดคุยตกลงกัน และทำเอกสารเพื่อแจ้งให้ทุกฝ่ายได้รับทราบ
การรับประกันคุณภาพงาน
ระบุเงื่อนไขการรับประกันว่าครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง รวมถึงระยะเวลาประกัน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ 1-5 ปี หากบ้านชำรุดเสียหาย ผู้รับเหมาจะต้องรับผิดชอบซ่อมแซม โดยที่ผู้ว่าจ้างไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
กำหนดการปรับเงิน
ระบุค่าปรับในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา เช่น หากผู้รับเหมาส่งงานช้า จะต้องเสียค่าปรับวันละเท่าไร หรือหากผู้ว่าจ้างไม่ชำระเงินตามกำหนดจะถูกปรับเพิ่มเท่าไร เป็นต้น

ขั้นตอนการวางแผน และเตรียมตัวก่อนรีโนเวทบ้าน
เมื่อทราบวิธีหาผู้รับเหมาแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการวางแผน และเตรียมตัวก่อนรีโนเวทบ้าน ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานราบรื่น และป้องกันปัญหางบบานปลาย โดยมีวิธีการดังนี้
1. ศึกษากฎหมายของการรีโนเวท
ศึกษากฎหมายเบื้องต้นว่า การรีโนเวทแบบไหนที่ต้องขออนุญาต และไม่ต้องขออนุญาต เช่น บ้านไม้ที่ผนัง เสา หรือคานชำรุด สามารถเปลี่ยนใหม่ด้วยไม้ชนิดเดิม และจำนวนเท่าเดิมได้เลย แต่ถ้าหากจะเปลี่ยนเป็นโครงสร้างคอนกรีตจำเป็นต้องขออนุญาตก่อน
2. ตรวจสอบสภาพและโครงสร้างปัจจุบันของบ้าน
สำรวจโครงสร้างของบ้านว่ามีจุดไหนจำเป็นต้องแก้ไข ขั้นตอนนี้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย เพราะบ้านเก่ามักมีปัญหาโครงสร้างที่มองไม่เห็น เช่น ผนังมีรอยร้าว ท่อประปารั่วซึม เหล็กเสริมคอนกรีตเป็นสนิม เป็นต้น
3. กำหนดสิ่งที่ต้องการซ่อมแซมและรีโนเวท
สรุปสิ่งที่ต้องซ่อมแซม และรีโนเวท เพื่อประเมินค่าใช้จ่าย และปรึกษาช่างรีโนเวทบ้าน เพื่อดูว่าสามารถทำได้หรือไม่ เพราะการเปลี่ยนแปลงต่อเติมบางจุดอาจกระทบต่อโครงสร้าง และความปลอดภัยได้
4. ว่าจ้างสถาปนิก หรือหาเรฟเฟอเรนซ์
จ้างสถาปนิกมาช่วยออกแบบ โดยนำแบบบ้านที่ชอบให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน ต้องการแบบไหนควรอธิบายให้ชัดเจน เพราะการแก้ไขภายหลังจะทำให้งบบานปลายได้
การตรวจงานช่าง และรับงานรีโนเวทบ้านที่สมบูรณ์
ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการส่งมอบ ซึ่งเจ้าของบ้านต้องตรวจทุกจุดอย่างละเอียดก่อนเซ็นรับ และจ่ายเงินงวดสุดท้ายให้ช่างรีโนเวทบ้าน เพราะหากรับบ้านมาแล้วเกิดปัญหา การแก้ไขซ่อมแซมอาจล่าช้า หรือต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ดังนั้น หากไม่มีความรู้ในการตรวจรับบ้าน ควรหาคนรู้จักที่มีความรู้ด้านนี้ หรือให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจดูเพื่อความมั่นใจ
สรุป
การหาช่างรีโนเวทบ้าน อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรีโนเวทเอง แต่ถ้าหากมัวประหยัดเงินส่วนนี้อาจเข้าตำรา ‘เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย’ เพราะต้องคอยซ่อมแซมไม่จบสิ้น ถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้จริงๆ แนะนำว่าควรจ้างช่างรีโนเวทบ้านมืออาชีพ จะช่วยให้งานเสร็จเร็ว ได้บ้านสวยตรงตามต้องการ และปลอดภัยสำหรับการอยู่อาศัย หากไม่มั่นใจ กลัวได้ช่างไม่ดี หรืออยากลดระยะเวลาในการหาช่าง WHO มีบริการดีๆ ที่ช่วยจับคู่ช่างกับงานที่เหมาะสม โดยมีผู้รับเหมาในระบบที่มีประสบการณ์เฉพาะทางกว่า 200 บริษัท ที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน และมีการประเมินผลงานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่จาก TOA คอยติดตามงาน รวมถึงตรวจความเรียบร้อยก่อนส่งมอบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการด้วย