สีทาภายใน เลือกสีโทนไหนให้ออกมาดูดี ช่วยให้บ้านสว่างน่าอยู่ขึ้น สีทาภายใน เลือกสีโทนไหนให้ออกมาดูดี ช่วยให้บ้านสว่างน่าอยู่ขึ้น

สีทาภายใน เลือกสีโทนไหนให้ออกมาดูดี ช่วยให้บ้านสว่างน่าอยู่ขึ้น

การตกแต่งภายในบ้านมีความสำคัญจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และเลือกการตกแต่งให้เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เพราะบ้านควรเป็นสถานที่ที่อยู่แล้วสบายใจ มองไปทางไหนก็เพลินตา แต่หากเลือกผิดก็จะมีจุดที่ทำให้ขัดใจทุกครั้งที่มอง ฉะนั้นการเลือกสีทาภายในเองก็สำคัญ เพราะสีส่งผลต่อความรู้สึกได้โดยตรง ซึ่งควรจะเลือกสีทาภายในแบบไหน สีโทนอะไร เพื่อใช้เป็นสีทาบ้านให้ดูสว่างสดใส บทความนี้มีคำตอบ



ทำความรู้จักสีทาภายใน คืออะไร

ทำความรู้จักสีทาภายใน คืออะไร

สีทาภายใน คือ สีที่เหมาะกับการใช้ทาตกแต่งภายในบ้าน เนื่องจากมีส่วนประกอบของอะคริลิกในปริมาณมาก จึงมีความนุ่มนวลและคุณภาพที่ดีกว่า เนื้อสีมีความเข้มข้นและความละเอียดสูง เมื่อสีแห้งจึงมีความเงางาม ลดการยึดเกาะของคราบสกปรก และสามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย ทั้งยังมีกลิ่นฉุนน้อย เพราะไม่มีสารเคมีหรือสารอื่นๆ มาเจือปน จึงถูกกับสุขลักษณะที่ดีของผู้อยู่อาศัย และเหมาะเป็นสีทาบ้านให้ดูสว่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องต่างๆ ภายในบ้าน

เลือกสีทาภายในอย่างไร

เลือกสีทาภายในอย่างไร

การเลือกสีทาภายในบ้านต้องพิจารณาคุณสมบัติของสีทาภายในด้วย เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในบ้าน ฉะนั้นสีทาภายในที่ดีจึงต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • มีกลิ่นอ่อน หรือไม่มีกลิ่นฉุนจากสารเคมี ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
  • มีเนื้อละเอียด คุณภาพดี ทาแล้วสวยเป็นเงางาม
  • สามารถเช็ดล้างทำความสะอาดได้ง่าย สีทนทานต่อการขัดถู
  • สามารถป้องกันเชื้อรา แบคทีเรีย และเชื้อไวรัส

สีทาภายในมีโทนไหนบ้าง

สีทาภายในมีโทนไหนบ้าง

โทนสีสำหรับทาภายในบ้าน มีทั้งหมด 3 โทน ได้แก่ สีโทนร้อน สีโทนกลาง และสีโทนเย็น ดังนี้

สีโทนร้อน

สีโทนร้อน

สีโทนร้อน คือ สีที่มีสีจัดจ้าน สะดุดตา เช่น สีแดง สีเหลือง สีส้ม เป็นสีที่ให้ความรู้สึกถึงพลัง ความรุนแรง ความกระตือรือร้น และดึงดูดสายตา สีโทนนี้เหมาะใช้เป็นสีทาบ้านให้ดูสว่าง เมื่อมองก็จะส่งผลให้เกิดความรู้สึกมีชีวิตชีวา ปลุกพลัง และกระตุ้นความสนใจ

ยกตัวอย่างสีโทนร้อน ดังนี้

  • สีเหลือง สีที่สว่างสดใส สื่อถึงความบันเทิง ความสุข ความเพลิดเพลิน ทั้งยังช่วยเพิ่มสมาธิ และกระตุ้นความจำ
  • สีแดง สีที่โดดเด่น ดึงดูดความสนใจได้ง่าย ให้ความรู้สึกตื่นเต้น สื่อถึงความโกรธ ความรัก ทั้งยังเป็นสีที่มีพลัง ช่วยให้ผู้คนลงมือทำ และช่วยแสดงอารมณ์ออกมาอีกด้วย
  • สีส้ม สีที่ให้อารมณ์สนุกสนาน มองโลกในแง่ดี ส่งผลให้มีทัศนคติเชิงบวก เสริมสร้างกำลังใจ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นความหิวหรือความอยากรับประทานอาหาร และช่วยในเรื่องทักษะการคิดอย่างมีวิจารญาณ

สีโทนกลาง

สีโทนกลาง

สีโทนกลาง คือ สีที่ไม่ปรากฏบนวงล้อสี และไม่ได้อยู่ในโทนสีร้อนหรือโทนสีเย็น หรือที่เรียกกันว่า สีเอิร์ธโทน ได้แก่ สีขาว สีดำ สีเทา สีน้ำตาล รวมไปถึงสีเบจ สีแทน และสีครีม สีเหล่านี้ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย เรียบง่าย มองแล้วสบายตา ไม่ซับซ้อนเหมือนมองโทนสีอื่น ทั้งยังสามารถเสริมสีอื่นๆ ที่สดใสได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยกตัวอย่างสีโทนกลาง ดังนี้

  • สีขาว เป็นสีที่สื่อถึงความสงบสุข สันติภาพ ความบริสุทธิ์ และความสะอาด ให้ความรู้สึกสดชื่น เรียบง่าย และสง่างาม
  • สีน้ำตาล สีที่ให้อารมณ์อบอุ่น มีความน่าเชื่อถือ มั่นคง และปลอดภัย  
  • สีดำ เป็นสีที่ค่อนข้างเข้ม สื่อถึงความแข็งแกร่ง และอำนาจ ให้ความรู้สึกเคร่งขรึม เป็นทางการ รวมถึงลึกลับน่าค้นหา

สีโทนเย็น

สีโทนเย็น

สีโทนเย็น คือ สีที่ทำให้นึกถึงธรรมชาติอันสดชื่น ให้ความรู้สึกเย็นตา สงบ และสุขุม เช่น สีฟ้า สีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วง แม้ว่าสีโทนเย็นจะไม่โดดเด่นเท่าสีโทนร้อน แต่สามารถทำให้ห้องขนาดเล็กดูเหมือนมีพื้นที่ใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ได้
ยกตัวอย่างสีโทนเย็น ดังนี้

  • สีฟ้า เป็นสีที่เงียบสงบ ทำให้รู้สึกปลอดภัย ช่วยให้มีสมาธิและช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายได้
  • สีเขียว สีที่มีความเชื่อมโยงถึงธรรมชาติอันเขียวชอุ่ม จึงทำให้รู้สึกสดชื่น สงบ ร่มรื่น และผ่อนคลาย ทั้งยังเป็นสีที่ดวงตามองเห็นได้มากที่สุด
  • สีม่วง สีที่แสดงถึงความหรูหรา อำนาจ และความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ สามารถให้ความรู้สึกทั้งความสงบของโทนสีเย็น และความอบอุ่นของโทนสีร้อน

การเลือกสีทาภายในไม่จำเป็นต้องเลือกเป็นโทนเย็น เพื่อให้ห้องดูปลอดโปร่ง สบายตาเสมอไป เพราะสีโทนกลางหรือโทนร้อนก็สามารถทำได้ และสามารถใช้จับคู่กับสีอื่นๆ ได้เช่นกัน ในหัวข้อต่อไปจะพาไปดูตัวอย่างการเลือกสีทาภายในว่าต้องเลือกสีโทนไหนให้ห้องดูสว่าง สบายตา และน่าอยู่

เปลี่ยนโทนบ้านให้ดูสว่าง ดียังไง

เปลี่ยนโทนบ้านให้ดูสว่าง ดียังไง

การใช้สีทาภายในโทนสว่าง นอกจากช่วยเปลี่ยนโทนบ้านให้ดูสว่างขึ้น ยังมีข้อดีอื่นๆ คือ

  • สีโทนสว่างสะท้อนแสงได้ดี ไม่ดูดซับความร้อนจากภายนอกเหมือนสีโทนเข้ม จึงช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในบ้าน ทั้งหลอดไฟ เครื่องปรับอากาศ หรือพัดลม
  • บ้านดูกว้างขวางขึ้น ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง โล่ง และสบายตา
  • ช่วยสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้ดูสว่าง สดใส น่าอยู่
  • จิตวิทยาของสีโทนสว่าง จะให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย เบาสบาย และเงียบสงบ
  • สามารถตกแต่งบ้านด้วยสไตล์ต่างๆ ได้หลายรูปแบบ เพราะสีโทนสว่างโดยเฉพาะสีขาว สีเทา เข้ากับสีอื่นๆ ของเฟอร์นิเจอร์ได้ง่าย 

ไอเดียสีทาภายใน ทำบ้านให้สว่างน่าอยู่

ด้วยพลังของสีทาภายในทำให้สามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์และความรู้สึกของห้องได้ หากอยากให้บ้านมีบรรยากาศที่ดูสว่างสดใส แต่ยังไม่มีไอเดียเลือกสีทาบ้านให้ดูสว่าง มาดูไอเดียเลือกสีทาภายใน เพื่อทำให้บ้านสว่างน่าอยู่ได้ ดังนี้

สีขาว

สีขาว

สีขาว ให้ความรู้สึกอบอุ่น สะอาด เรียบร้อย สบายตา เป็นสีที่เมื่อทาแล้วทำให้ห้องดูสว่าง สีทาภายในสีขาวมีเฉดสีให้เลือกมากมาย เช่น สีขาวออฟไวท์โทนเย็น หรือสีขาวออฟไวท์แบบวอร์มโทน ซึ่งสีขาวเป็นสีทาภายในโทนสว่างที่เข้ากับการตกแต่งบ้านได้ทุกสไตล์ โดยเฉพาะสไตล์มินิมอล จึงเป็นสียอดนิยมที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกห้อง

จะเห็นได้จากรูปตัวอย่างจะเป็นสี TOA K7012 In The Light สีขาวโทนนี้เหมาะกับห้องนั่งเล่น เพราะช่วยให้ห้องดูสดใส ไม่อึมครึม เกิดความผ่อนคลายเมื่อได้พักผ่อนในห้องนั่งเล่น

สีฟ้าอ่อน

สีฟ้าอ่อน

สีฟ้าอ่อน ให้ความรู้สึกสนุกสนาน ร่าเริงแต่ก็แฝงไปด้วยความเงียบสงบ ทั้งยังให้บรรยากาศที่สดชื่น รู้สึกถึงการพักผ่อน และสบายตา จึงเหมาะกับการนำมาใช้เป็นสีทาบ้านให้ดูสว่างได้หลากหลายห้อง ทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ หรือห้องครัว ซึ่งจากรูปตัวอย่างจะใช้สีทาภายใน TOA B4088 Light Azure และตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีพื้น อย่างสีดำและสีขาว ออกมาเป็นความสวยงามที่เรียบง่ายแต่ลงตัว

สีเทา

สีเทา

สีเทา สีโทนกลางที่ให้ความรู้สึกสุขุม สงบ และโปร่งสบาย เป็นสีพื้นที่อาจจะดูเข้มกว่าสีอื่นๆ แต่ไม่ได้ทำให้ห้องมืด ทั้งยังแฝงไว้ซึ่งความเท่ ความคลาสสิก สีทาภายในสีเทามีความเข้มข้นในหลายระดับ เหมาะกับสไตล์มินิมอล และสามารถจับคู่ตกแต่งกับสีได้หลากหลาย โดยเฉพาะกับสีเบจ ซึ่งจะช่วยให้เฟอร์นิเจอร์สีนี้มีความโดดเด่นขึ้นมาในห้องสีเทา โดยสีตัวอย่างคือ สี TOA K7009 The Gent สีเทาที่ให้ความรู้สึกสงบ แต่ไม่ได้เข้มจนทำให้รู้สึกอึดอัด

สีเขียวมินต์

สีเขียวมินต์

สีเขียวมินต์ ให้ความรู้สึกสดชื่น ดูสบายตา ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ให้มีสมาธิ และให้กลิ่นอายธรรมชาติ เป็นโทนสีทาบ้านที่อ่อนโยนช่วยให้พื้นที่นั้นดูสว่างอบอุ่น คนส่วนใหญ่จึงนำไปใช้ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องอ่านหนังสือ เช่น สี TOA N6297 Valley Mist ในรูปตัวอย่าง เป็นสีเขียวมินต์แบบตุ่นๆ ให้ความรู้สึกเย็นใจ ผ่อนคลาย และให้ความสงบภายในจิตใจ มีการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์งานไม้ หรืองานดินปั้น รวมถึงการใช้ของตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาล สีเทา สีเบจ จะยิ่งทำให้ห้องนั้นกลายเป็นห้องที่ใกล้ชิดธรรมชาติและน่าอยู่ยิ่งขึ้น 

สีเหลืองอ่อน

สีเหลืองอ่อน

สีเหลืองอ่อน ให้ความรู้สึกร่าเริง มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นสีที่สมบูรณ์แบบในการเพิ่มพลังและความสดใสให้ภายในบ้าน ซึ่งเหมาะใช้เป็นสีทาภายในโทนสว่างให้กับหลายห้อง ทั้งห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องครัว รวมถึงห้องนอนเด็ก จากรูปตัวอย่างจะเป็นสี TOA Y0044 Rusted Gold เป็นสีเหลืองอ่อนที่ให้ความละมุน ดูเรียบร้อย แต่ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีการตกแต่งด้วยโซฟาสีเข้มตัดกับชั้นวางสีอ่อน ทำให้โซฟาดูโดดเด่นขึ้นมา บ่งบอกว่าที่นี่คือห้องนั่งเล่น รวมถึงโต๊ะไม้สีน้ำตาลกับกระถางต้นไม้สีน้ำตาล ทำให้ดูคุมโทน เข้ากันกับห้องสีเหลืองอ่อน 

เทคนิคจับคู่สีให้บ้านดูสว่าง สดใส ไม่จำเจ

เทคนิคจับคู่สีให้บ้านดูสว่าง สดใส ไม่จำเจ

การจับคู่สีภายในห้อง หากจับคู่กันมากกว่าหนึ่งสี ไม่ตกแต่งห้องด้วยสีเดียว จะช่วยเสริมความน่าอยู่ให้กับห้องเราได้มากขึ้น ห้องจะดูมีมิติและน่ามองมากกว่าเดิม อีกทั้งยังง่ายต่อการควบคุมโทนสีภายในห้อง ไม่ให้หลุดเฉดสีที่เลือกไว้ตกแต่งอีกด้วย ซึ่งการจับคู่สีสามารถทำได้ด้วยการทำตามกฎ 60-30-10 ดังนี้

  • สีหลัก 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นสีแก่นหลักในการตกแต่งห้อง โทนสีที่ใช้ขึ้นอยู่กับสไตล์การตกแต่ง โดยส่วนมากมักเลือกเป็นสีผนังรอบๆ ห้อง หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่สุด
  • สีรอง 30 เปอร์เซ็นต์ ควรเป็นสีโทนกลาง หรือสีอ่อนลงมาหน่อย มักใช้กับผ้าม่าน พรม โซฟา และเฟอร์นิเจอร์ขนาดกลางหลายๆ ชิ้น
  • สีไฮไลต์ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นสีที่เพิ่มความโดดเด่นให้กับห้องนั้นๆ มักเลือกใช้กับแจกัน โคมไฟ เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งชิ้นเล็กๆ 

ตัวอย่างการจับคู่สีภายในบ้าน

ตัวอย่างการจับคู่สีภายในบ้าน

อธิบายแล้วอาจจะยังเห็นภาพได้ไม่ชัด มาดูตัวอย่างการจับคู่สีห้องให้บ้านดูสว่างสดใสกันดีกว่า

  • เลือกสีหลักของห้องมาหนึ่งสี จากรูปตัวอย่างคือ สีเขียวมินต์ G5059 Drop of Sea บนผนัง 
  • สีรองที่ใช้เสริมสีหลักคือโทนสีกลางอย่าง สีเทาอ่อนจากโซฟา โคมไฟ และพรม รวมถึงสีน้ำตาลเนื้อไม้จากลวดลายที่โต๊ะ 
  • ปิดท้ายด้วยสีไฮไลท์ที่ช่วยให้ห้องดูโดดเด่นคือ สีเบจของแจกัน และชั้นวางหนังสือ ที่แซมมาเล็กน้อยในจุดที่กระจายกัน  

จากตัวอย่างห้องนี้มีการจับคู่สีเป็น สีหลัก 60 เปอร์เซ็นต์ สีรอง 30 เปอร์เซ็นต์ และสีไฮไลต์ 10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องแบ่งสัดส่วนให้แม่นยำตามกฎ แต่ก็ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์สี ด้วยการให้พื้นที่สีลดหลั่นกันไป ถึงจะทำให้ตกแต่งห้องออกมาได้สวยงามและลงตัว การจับคู่สีภายในบ้านจึงถือเป็นหนึ่งเทคนิคในการใช้สีทาบ้านให้ดูสว่าง มีลูกเล่น ดูมีมิติ และน่าอยู่ขึ้น

สรุป

สีทาภายในคือ สีที่เหมาะสำหรับใช้ทาตกแต่งภายในบ้านโดยเฉพาะ เนื้อสีจะมีความละเอียดสูง ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีอื่นๆ จึงทำให้ไม่มีกลิ่นฉุน เช็ดล้างทำความสะอาดได้ง่าย และการเลือกสีทาภายในต้องมีความพิถีพิถัน นอกจากต้องเลือกใช้สีทาภายในโทนสว่างแล้ว ควรเลือกใช้สีทาภายในที่ดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสีทาภายในของ TOA มีมาตรฐาน ให้คุณภาพความทนทาน ปลอดภัยไร้สารเติมแต่งกลิ่น ทั้งมีหลากหลายสีที่ตรงปกให้เลือกมากมาย

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสีทาภายใน

ยังมีคำถามอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับสีทาภายใน จะมีอะไรบ้าง และมีคำตอบอย่างไร ไปดูกัน

สีทาภายในกับสีทาภายนอกต่างกันยังไง

สีทาภายใน เนื้อสีจะมีความละเอียด ไม่มีสารเคมีอื่นเจือปน มีกลิ่นฉุนน้อยกว่า และทำความสะอาดได้ง่าย ส่วนสีทาภายนอก จะมีปริมาณสีที่เข้มข้นกว่า มีส่วนผสมที่ป้องกันรังสีและความร้อนจากแสงแดด จึงมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ใช้สีทาภายในไปทาภายนอกได้ไหม

ไม่ได้ เพราะสีทาภายในไม่มีส่วนผสมที่ช่วยให้สีคงทนต่อสภาพอากาศภายนอกบ้าน หากใช้เมื่อเวลาผ่านไป สีจะซีดจาง เสื่อมสภาพเร็ว มีการหลุดร่อน หรือเกิดความชื้นสะสมจนเป็นเชื้อราได้

สีทาภายใน ไม่ทาสีรองพื้นได้ไหม

ไม่ได้ เพราะการทาสีโดยไม่ทาสีรองพื้นอาจทำให้เกิดรอยด่าง สีซีดจาง สีแตก สีหลุดร่อนไม่ยึดเกาะพื้นผิว กลายเป็นปัญหาตามมาที่ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น


49215 Views