โครงการหลักสูตรสร้างช่างทาสีมืออาชีพโดยร่วมกับมูลนิธิพระดาบส


‘ทีโอเอ’จับมือพระดาบสปั้นหลักสูตรสร้างช่างทาสีมืออาชีพหนึ่งในแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

    ‘ทีโอเอ’ บริษัทผู้ผลิตสีทาอาคารและสารเคลือบผิวประเภทอื่นแบบครบวงจรอันดับหนึ่งของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้เข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชนจำกัด(บมจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ร่วมกับมูลนิธิพระดาบส หนึ่งในโครงการพระพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล      อดุลยเดชฯ บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 จัดทำโครงการความร่วมมือทางวิชาการและสื่อการเรียน       การสอน สำหรับการสร้างหลักสูตรวิชาชีพ “ช่างทาสีและวัสดุเคลือบผิว”  โดยจะเริ่มต้นเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2562 นี้เป็นต้นไป 

          นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานกรรมการ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เผยว่า  ด้วยมูลนิธิพระดาบส ถือเป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ       พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาและขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้ได้รับโอกาสฝึกวิชาชีพในโรงเรียนพระดาบส เพื่อสามารถสร้างอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ ในฐานะผู้ผลิตสีทาอาคารและวัสดุเคลือบผิวแบบครบวงจร ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมวิชาชีพให้กับบุคคลกลุ่มนี้ โดยการนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้าน   ระบบสีแบบครบวงจรตั้งแต่ระบบงานปูน ไม้ และโลหะ มาพัฒนาและจัดทำเป็นหลักสูตรวิชาชีพ       “ช่างทาสีและวัสดุเคลือบผิว” ในโครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมูลนิธิพระดาบสและบริษัทฯ โดยจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2562 เป็นะระยะเวลาต่อเนื่อง 5 ปี (ปี 2562 – ปี 2566) เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และผู้สำเร็จการศึกษาสามารถนำทักษะวิชาชีพสีทาอาคารที่ได้ฝึกฝนไปปฏิบัติใช้ได้จริงในการประกอบอาชีพ ซึ่งปัจจุบันอาชีพช่างทาสี เป็นที่ต้องการในตลาดจำนวนมาก สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคง

ด้าน พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี กรรมการและเลขานุการมูลนิธิพระดาบส กล่าวว่า ตนในฐานะตัวแทนคณะกรรมการมูลนิธิพระดาบส รู้สึกปลาบปลื้มและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานเอกชนอย่าง บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาเยาวชนของชาติที่ขาดโอกาสทางการศึกษาให้ได้มีวิชาชีพในการสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว  ในการผลักดันจนเกิดเป็นหลักสูตรวิชาชีพช่างทาสีและวัสดุเคลือบผิว พร้อมทั้งยังให้การสนับสนุนด้านบุคลากรที่จะมาสอนคุณครู รวมถึงการอนุเคราะห์สื่อการเรียนการสอนด้วย สำหรับโรงเรียนพระดาบสแต่เดิมนั้นเปิดสอนใน 8 หลักสูตรวิชาชีพ ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะเวลา 1 ปีต่อปีการศึกษา ประกอบด้วย 1. หลักสูตรช่างไฟฟ้า 2. หลักสูตรช่างยนต์ 3. หลักสูตรช่างอิเล็กทรอนิกส์ 4. หลักสูตรช่างซ่อมบำรุง 5.หลักสูตรการเกษตรพอเพียง 6.หลักสูตรช่างไม้เครื่องเรือน 7. หลักสูตร     ช่างเชื่อม 8.หลักสูตรเคหบริบาล(ซึ่งเปิดสอนเฉพาะศิษย์พระดาบสหญิงเท่านั้น) และอีกหนึ่งหลักสูตรที่จะเปิดสอนเพิ่มมาในปีการศึกษา 2562 นั่นคือ หลักสูตรช่างทาสีและวัสดุเคลือบผิว จึงนับเป็นโอกาส   อันดีของศิษย์พระดาบสชาย รุ่นที่ 43 ที่จะได้เรียนหลักสูตรนี้โดยตรงจากบริษัททีโอเอผู้เชี่ยวชาญด้าน   สีทาอาคารเบอร์หนึ่งของประเทศไทย

            ด้าน ดร.สมยศ เจตน์เจริญรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส กล่าวว่า สำหรับการเปิดรับสมัครเข้าเรียนเป็นศิษย์โรงเรียนพระดาบส ประจำปีการศึกษา 2562 นั้น ผู้ที่สนใจที่มีอายุระหว่าง 18 – 35 ปี ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และมีความตั้งใจแสวงหาความรู้และวิชาชีพ ใน 9 หลักสูตรสาขาวิชาชีพดังกล่าว สามารถสมัครด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม – 17 มีนาคม 2562   และเริ่มเปิดเรียนในวันที่ 19 เมษายน 2562 เป็นต้นไป สามารถดาวน์โหลดใบสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.phradabos.or.th หรือโทรศัพท์ 02-282-7000, 02-281-0377 ในเวลาทำการตั้งแต่ 8.30 – 16.30 น.

          ซึ่งในแต่ละปีการศึกษานั้น มูลนิธิพระดาบสจะเปิดรับสมัครศิษย์โรงเรียนพระดาบสจำนวนรวมประมาณ 160 คน แบ่งเป็นศิษย์พระดาบสชายจำนวนประมาณ 130 คน และศิษย์พระดาบสหญิงอีกประมาณ 30 คน สำหรับศิษย์พระดาบสชายนนั้น ต้องเข้าเรียนวิชาเตรียมช่างทุกหลักสูตรเป็นระยะเวลา 5 เดือน และหลังจากนั้นระยะเวลาที่เหลือจะเรียนหลักสูตรวิชาชีพหลักเพียงหนึ่งหลักสูตร ตามที่ทางโรงเรียนประเมินและจัดสรรสาขาวิชาชีพให้ โดยพิจารณาจากความประสงค์ของศิษย์พระดาบส ประกอบกับผลการเรียน ความถนัด และทัศนคติ ซึ่งการตัดสินของคณะกรรมการฯ ถือเป็นข้อยุติโดยเด็ดขาด    ซึ่งในระหว่างการศึกษา ศิษย์พระดาบสไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นทุนการศึกษาที่รวมค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน อาหารและที่พักอาศัยด้วย